ธุรกิจ"พนันบอล"โตพรวด แทงคู่ละ50ล.-เดินโพยรวยเละ
 




              ฮือฮาเงินพนันบอลสะพัดหมื่นล้านทั่วเมือง เล่นกันหนักถึงคู่ละ 10-50 ล้าน แฉคนเดินโพยรวยเละ เฉพาะเสาร์-อาทิตย์รับไม่ต่ำกว่าวันละ 2 แสนบาท เลี้ยงตัวเองอย่างหรู ตะลึง ! ตลาดพนันบอลมีคนเล่นกว่า 11 ล้านคน ทั้งนักศึกษา ลูกจ้าง คนทั่วไป แห่เสี่ยงโชครายวัน "บอลสเต็ป" ได้รับความนิยมสูงสุด
             พนันบอลคือธุรกิจใต้ดินนาทีนี้ที่ร้อนแรงที่สุด รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศกร้าวจะเล่นงานหนักโต๊ะบอล แต่เอาเข้าจริงในตลาดพนันกลับคึกคักอย่างชนิดหยุดไม่อยู่ เพราะเกมฟุตบอลและเงินที่ล่อใจ ทำให้ตลาดพนันบอลขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 10 ปี จนล่าสุดมีวงเงินหมุนเวียนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินใต้ดินก้อนมหาศาลหล่อเลี้ยงระบบธุรกิจใต้ดินให้เติบโตยิ่งกว่าธุรกิจบนดินหลายเท่าตัว

แหล่งข่าวจากโต๊ะพนันบอลย่านเยาวราช เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจพนันฟุตบอลได้รับความนิยมอย่างสูง สังเกตได้จากบรรดาโต๊ะบอลที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นแทบทุกพื้นที่ แต่ที่เป็นขาใหญ่จริงๆ จนได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากคอบอลอย่างมาก คือโต๊ะบอลย่านเยาวราช สะพานควาย ย่านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และย่านบางซื่อ

ยิ่งในแต่ละวัน ช่วงเปิดฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลลีกต่างประเทศ นักพนันบอลทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นจะโทรศัพท์มาขอแทงบอลกับเจ้ามือโต๊ะบอลเป็นจำนวนมาก ที่นิยมแทงกันมากก็คือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ รองลงมาจะเป็นกัลโชซีรีส์ เอ ของอิตาลี บุนเดสลีกาของเยอรมัน ลาลีกาของสเปน และที่มาแรงชั่วโมงนี้คือ เดอะแชมเปี้ยนชิปของอังกฤษ ส่งผลให้จำนวนเงินจากการรับแทงบอล ไหลเข้ากระเป๋าเจ้ามือรับแทงบอลอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเจ้ามือที่ย่านเยาวราช ที่รับแทงคู่หนึ่งเป็นจำนวนเงินถึง 10-50 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า พวกเขามีรายได้จากผลการแทงพนันบอลใต้ดินเป็นตัวเลขสูงถึง 2 แสนบาทต่อวัน ยิ่งในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ พวกเขาจะได้เงินวันละ 2 แสนบาท ยอดเงินในบัญชีครึ่งปีมีเงินหมุนเวียนประมาณ 3 ล้านบาท สามารถเลี้ยงตัวเองโดยแทบที่ไม่ต้องใช้เงินเดือนจากอาชีพประจำที่ทำอยู่

"ยอดบัญชีผมครึ่งปีมีเงินหมุนเวียนประมาณ 3 ล้าน ทำงานปีหนึ่งยังไม่ถึง 2 แสน แต่ที่รวยจริงๆ เช่น โต๊ะที่เมืองนอก หรือเจ้ามือรายใหญ่แถวเยาวราช ที่รับแทงคู่หนึ่ง 10 ล้านบาทบ้าง 50 ล้านบาทบ้าง แต่ก็จะดูด้วยว่าคนที่มาแทงบอลเป็นใคร หากนาย ก. มีครอบครัวพื้นฐานที่ดี หรือเคยเห็นหน้ากันมาก่อน การเงินไม่เคยติดขัด อย่างนี้เราก็ปล่อยได้ แต่ถ้าเกิดว่าคนที่เราไม่รู้จัก ก็ต้องดูก่อนว่าเป็นใคร เพราะอยู่ดีๆ จะมารู้จักเราไม่ได้ ถ้ามาก็ต้องมีคนแนะนำมาก่อน เมื่อถึงเวลา โอเค รู้กัน เพราะถ้าไม่ดูให้ดีบางทีอาจเป็นสายตำรวจก็ได้"

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ธุรกิจการพนันฟุตบอลที่นิยมในประเทศไทยมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1.ลักษณะแทงบอลเดี่ยว และ 2. แบบแทงบอลชุด แบบบอลเดี่ยว ก็คือ คนที่เล่นพนันจะแทงฟุตบอลเป็นคู่ๆ โดยผลของแต่ละคู่จะไม่เชื่อมโยงกัน คนเล่นมีสิทธิเลือกแทงพนันกี่คู่ก็ได้ เงินรางวัลที่จะได้หรือเสียในแต่ละคู่ขึ้นกับอัตราต่อรองระหว่างทีมคู่แข่งขันที่เป็นต่อกับทีมที่เป็นรอง เช่น ทีม 1 แข่งกับทีม 2 โดยที่ทีม 1 เป็นต่อครึ่งลูก 5-4 คนแทงพนันข้างทีม 1 จะได้พนันก็ต่อเมื่อทีม 1 ชนะอย่างเดียว ถ้าจบการแข่งขันแล้วทีม 1 เสมอหรือแพ้ คนที่แทงพนันทีม 2 จะได้เงินไป ส่วนเรื่องเงินที่จะจ่ายก็คือ หากแทงพนันข้างทีม 1 10 บาท ถ้าได้พนันก็จะได้ 8 บาท แต่ถ้าเสียพนันจะเสีย 10 บาท แต่ถ้าแทงข้างทีม 2 10 บาท จะได้ 10 บาท และก็จะเสีย 10 บาท

ส่วนบอลชุดหรือที่แหล่งข่าวเรียกว่า "บอลสเต็ป" ผู้เล่นจะต้องแทงพนันแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 3 คู่ โดยที่ผู้เล่นจะได้พนันก็ต่อเมื่อแทงพนันถูกทุกคู่ ถ้าผิดคู่ใดคู่หนึ่งถือว่าเสียพนันทันที ซึ่งบอลสเต็ปส่วนมากจะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ส่วนบอลเดี่ยวจะเป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานที่มีกำลังซื้อ

แหล่งข่าวกล่าวว่า รายได้ของเจ้ามือหรือโต๊ะพนันบอลจะมาจาก 2 ทางเลือก คือ 1.เอาปริมาณเงินทั้งหมดของผู้เล่นพนันที่แทงแต่ละทีม ของแต่ละคู่แข่งขันมาจับคู่กัน โดยที่ภาษาพนันเรียกว่า "การจับชน" ซึ่งจะทำให้เกิดส่วนต่างเมื่อมีผลได้ผลเสีย เช่น ถ้าคนหนึ่งแทงข้างทีม ก. 10 บาท ในขณะที่อีกคนแทงทีม ข. 10 บาทเช่นกัน หากทีม ก.ชนะ คนแรกจะได้ 8 บาท ในขณะที่อีกคนจะเสีย 10 บาท เกิดส่วนต่าง 2 บาท ส่วนต่างตรงนี้คือรายได้ของเขา หรือในกรณีที่มีปริมาณเงินที่แทงพนันทีมหนึ่งสูงกว่าอีกทีมหนึ่งในคู่เดียวกัน จับชนแล้วยังมีปริมาณเงินเหลือ เจ้ามือก็จะนำเงินที่เหลือไปแทงพนันข้างทีมนั้นกับโต๊ะพนันบอลโต๊ะอื่นต่อไป เรียกว่า "การส่งต่อ"

"เช่น ยอดเงินแทงพนันทีม ก. มี 1,000 บาท ขณะที่ทีม ข. มีเพียง 800 บาท เมื่อจับชนแล้วจะมีเงินเหลือข้างทีม ก. 200 บาท โดยเจ้ามือจะนำเงิน 200 บาท ไปแทงข้างทีม ก.กับโต๊ะพนันอื่น ตรงนี้เจ้ามือจะไม่มีความเสี่ยงใดๆ เลย เรียกว่า "จับชนถ้าเหลือก็ส่งต่อ" แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมีรายได้ที่เกิดจากส่วนต่างเสมอไป การที่เจ้ามือจะได้รับรายได้จากเงินส่วนต่างหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด บางครั้งต้องดูอัตราต่อรองด้วย"

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้ตนเองจะอยู่ในวงการพนันบอล แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่จะนำธุรกิจพนันบอลใต้ดินมาไว้บนดิน เหมือนกรณีหวย 3 ตัว 2 ตัว เนื่องจากแต่ลูกค้าส่วนใหญ่คือนักเรียน นักศึกษาซึ่งไม่มีเงิน หากเปิดเสรีพนันบอลจะทำให้สังคมเสื่อมทรามลง นอกจากนี้ ตนเองเห็นว่า สื่อหนังสือพิมพ์รายวันหน้ากีฬา หรือ น.ส.พ.กีฬาที่ตีพิมพ์อัตราต่อรองอย่างโจ๋งครึ่มคือตัวกระตุ้นให้คนเล่นพนันมากขึ้น

"เปิดเสรีพนันบอลจะน่ากลัวยิ่งกว่ากาสิโนเสียอีก ผลที่ตามมาก็จะมีธุรกิจโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงต้องจ้างบริษัทเมืองนอกเข้ามาดูแล บริษัทเหล่านี้ก็จะได้กำไร เพราะอย่างกาสิโน ถ้าเงินไม่ถึงหมื่น คุณก็เข้าไม่ได้ ไม่มีบัตรเครดิตก็เข้าไม่ได้ แต่บอลถ้าเอาขึ้นมาบนดิน คุณมี 1 พัน มี 500 คุณก็แทงได้เลย สมมติว่าผมมีเงินเดือนเดือนละ 10,000 บาท แล้วก็แทงบอลวันละพัน ก็แย่นะหากแทงทุกวัน อย่างพวกผมกู้จนไม่มีจะเหลือแล้ว บัตรเครดิตใช้แทงบอลอย่างเดียวไม่รู้กี่ใบ แต่พอถูกก็กลับมาเล่นใหม่มากู้อีก ทีละพันสองพัน คือเล่นกันจนหน้ามืดไปเลย แต่ถ้ารัฐบาลเอาขึ้นมาไว้บนดินจริง จะทำให้รัฐคุมอำนาจได้ ขึ้นมาก็เก็บภาษี ปีหนึ่งอาจจะได้ 7-8 หมื่นล้านบาท

รศ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" เมื่อปี 2543-2544 ได้ทำสำรวจเกี่ยวกับธุรกิจพนันโต๊ะบอล พบว่ามียอดเงินหมุนเวียนรวมทั้งสิ้นประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท ล่าสุดในปี 2548 เชื่อว่าเงินหมุนเวียนในโต๊ะพนันบอลจะเพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท โดยตัวเลขรวมคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 60,000-70,000 ล้านบาท โดยมีกำไรเกิดขึ้นขั้นต่ำ 20,000 ล้านบาท ยิ่งในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลของการแข่งขันฟุตบอลลีกในแต่ละประเทศ ที่ใช้เวลาแข่งประมาณ 10 เดือน เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2548 ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2549 บรรยากาศของโต๊ะพนันบอลจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะคนส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนาน ดังนั้นการกวาดล้างโต๊ะบอลของตำรวจในช่วงนี้อาจจะมีข่าวให้เห็นบ่อยมากขึ้น แต่หลังจากนี้ไปก็จะเริ่มน้อยลง เพราะรายได้ของโต๊ะพนันบอลก็คือรายได้ของตำรวจ

"จำนวนผู้เล่นพนันบอลในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2.5 ล้านคน สูงกว่าผลการสำรวจในปี 2543 ที่เคยสำรวจไว้ 2 ล้านคน โดยแบ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา (อายุ 15-22 ปี)ประมาณ 46 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มคนทำงานอายุ 22-35 ปี ประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะอยู่ในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเล่นครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท"

รศ.สังศิตกล่าวต่อไปว่า ธุรกิจพนันบอลเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะว่ามีกลุ่มนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเองเข้ามาเล่นถึง 46% และส่วนใหญ่เล่นแล้วมักจะขาดทุน เป็นหนี้เป็นสิน นักศึกษาบางคนต้องไปกู้หนี้ยืมเงินมาเล่น พอไม่มีเงินก็ไม่ได้ไปโรงเรียน ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ดังนั้นหากรัฐบาลจะเปิดโต๊ะบอลถูกกฎหมาย ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อน ว่าทำไปเพื่ออะไร หากทำเพื่อหารายได้เข้ารัฐ ผลกำไรอาจจะไม่สูงเท่าภาคเอกชน อย่างมากอาจจะได้แค่ปีละไม่กี่พันล้านบาท ถ้าเปรียบเทียบกับปัญหาสังคม ปัญหาเยาวชนที่จะเกิดขึ้นตามมา คิดว่าไม่คุ้มแน่นอน




แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3716 (2916)
  23 สิงหาคม 2548 11:34 น.
 
     

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เลขที่ 255 บริเวณสถานสงเคราะห์หญิงบ้านราชวิถี ตึกดรุณวิถี ชั้น 1 ถนนราชวิถี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ 0 2 306 8934,8935 e - mail : socialwarning@m-society.go.th 

ออกแบบและพัฒนาโดย : คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถ.เสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240