จากเด็กหญิงตีกัน ถึงไม่นุ่งกางเกงใน
 




              จากเด็กหญิงตีกัน ถึงไม่นุ่งกางเกงใน
             

     เรื่องแรก...เด็กผู้หญิงตีกัน ในสังคมไทยหากเป็นกรณีเด็กผู้ชายชกต่อยกัน คงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่ผู้ใหญ่ทั่วไปพอจะรับได้ ยกเว้นการใช้ความรุนแรงต่อกันนั้นกระทำด้วยความรุนแรงเกินควร เช่น ยกพวกรุมตีอีกฝ่ายหรือใช้อาวุธปืนหรือของมีคมทำร้ายคู่ต่อสู้ ก็จะขึ้นเป็นข่าวหน้าหนึ่งให้ปริวิตกกันไปในช่วงเวลานั้น ก่อนทุกอย่างจะเงียบหายไป
 
     ยามนี้สังคมตื่นเต้นกันเพิ่มขึ้น เมื่อปรากฏข่าววัยรุ่นผู้หญิงตบตีกันในร้านสะดวกซื้อ และข่าวนี้ไม่ทันจะจางหายไป จากความทรงจำ ข่าวนักเรียนหญิงรุมตีกันในห้องเรียนก็ดังกระหึ่มขึ้น จนกระทรวงศึกษาธิการถึงขั้นต้องเรียกประชุมด่วน เพื่อหามาตรการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกนั้น มีข่าวทำให้เข้าใจผิดไปในทำนองที่ว่ากระทรวงจะเปิด  “โรงเรียนดัดสันดาน” ขึ้นและส่งบรรดาเด็กเกเรทั้งหลายเข้าไปเรียนประจำและดัดนิสัยที่นั่น จนเกิดกระแสคัดค้านกันไปใหญ่ ก่อนจะมาเข้าใจข้อเท็จจริงด้วยผลสรุปก็คือให้ทุกโรงเรียนเน้นการดูแลใกล้ชิดเด็กเพิ่มขึ้น ให้ครูแนะแนวได้มีบทบาทในการเสริมสร้างพฤติกรรมเด็กไปในทางสร้างสรรค์มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้ได้ทำกิจกรรมสังคมอย่างกว้างขวาง ผมเห็นดีเห็นงามด้วยทั้งนั้น
 
ขอเพียงแต่ให้ทำอย่างต่อเนื่องและกระทรวง ต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง
 
     เรื่องสอง...เด็กไม่นุ่งกางเกงใน เป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทุกแบบ ให้ข่าวไปในทำนองว่าเด็กวัยรุ่นหญิงไทย พากันเห่อตามดาราฝรั่งที่ไปไหนมาไหนโดยไม่นุ่งกางเกงใน ที่หนักกว่านั้นคือผู้ให้ข่าวเล่าไปไกลถึงวัยรุ่นบางรายนั้นถึงขั้นยอมย้อมส่วนล่างเป็นสีต่าง ๆ ด้วย ผมได้อ่านพบข่าวนี้ด้วยความเสียใจ
 
     เหตุที่เสียใจนั้น ไม่ใช่เรื่องวัยรุ่นหญิงไม่นุ่งกางเกงใน แต่เสียใจเพราะพบว่าผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในประเทศไทยของเรายัง “พยายามสร้างข่าว” หรือ    “ทำตัวให้เป็นข่าวกับเรื่องเสียหายของผู้อื่น” ไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ทำการศึกษาวิจัยหรือสำรวจเรื่องง่าย ๆ เกี่ยวกับวัยรุ่น เมื่อได้ข้อมูลส่วนหนึ่งแล้วก็ประโคมขยายเป็นข่าวใหญ่โตได้ขึ้นหน้าหนึ่ง ได้ถูกกล่าวถึงและได้รับเชิญไปขยายผลการศึกษาในสถาบันทั่วไป หรือเมื่อได้ทราบข่าวหรือข้อมูลบางส่วนมา ก็อนุมานว่าเป็นภาพรวมของเรื่องหรือของคนกลุ่มนั้น ๆ ไปเสีย ดังข่าวนี้ ที่ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นวัยรุ่นหญิงคนใดถูกระบุว่าไม่นุ่งกางเกงในหรือมีการสำรวจอย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย
 
     ทั้งสองเรื่อง ผมจึงจั่วหัวเรื่องไว้ว่า “จากเด็กหญิงตีกันถึงไม่นุ่งกางเกงใน” ก็ด้วยต้องการกระตุ้น สังคมผู้ใหญ่เราให้ได้รับรู้ว่า พฤติกรรมของเด็ก ๆ วัยรุ่นที่แสดงออกมาตามยุคสมัยนั้น บางเรื่องอาจมีแนวโน้มรุนแรงเกิดขึ้นจริง เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ก่อคดีที่รุนแรง แต่หากผู้ใหญ่ได้วิเคราะห์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น ก็จะพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้วัยรุ่นเป็นเช่นนี้ ก็เพราะผู้ใหญ่เป็นต้นเหตุสำคัญ ได้แก่ ไม่ดูแลลูกหลานดีพอ สร้างและส่งเสริมอบายมุขทั้งสื่อลามก ยาเสพติด สถานบริการที่นำพาวัยรุ่นดิ่งลงเหวชีวิตทั้งนั้น
 
     พิเคราะห์ดูเถิดครับแล้วหันหลังกลับมา   สร้างสิ่งดี ๆ ให้แก่พวกเขากันเถอะ ยังไม่สายเกินไป.




แหล่งข้อมูล:
เดลินิวส์ 15 ตค. 50
  15 ตุลาคม 2550   11:46 น.
 
     

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เลขที่ 255 บริเวณสถานสงเคราะห์หญิงบ้านราชวิถี ตึกดรุณวิถี ชั้น 1 ถนนราชวิถี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ 0 2 306 8934,8935 e - mail : socialwarning@m-society.go.th 

ออกแบบและพัฒนาโดย : คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถ.เสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240